KTAM ตั้งเป้า NAV ปี 60 โต 20% จาก 7.5 แสนลบ.ปีก่อน

KTAM ตั้งเป้า NAV ปี 60 โต 20% จาก 7.5 แสนลบ.ปีก่อน ออกกองใหม่ 10 กอง,มองทองคำขาขึ้น

ข่าวหุ้น-การเงิน Monday February 6, 2017 10:28 —สำนักข่าวอินโฟเควสท์ (IQ)

นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย (KTAM) เปิดเผยว่า ในปี 60 ตั้งเป้ามีมูลค่าทรัพย์สินภายใต้การบริหาร (NAV) แตะ 8.75 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นอีกกว่าแสนล้านบ่าท หรือเติบโต 20% จากปีก่อนที่ทำได้ 7.5 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 22% จากปีก่อนหน้า ถือว่าเติบโตมากกว่าเป้า และสูงกว่าอุตสาหกรรมที่โต 15% ยังครองอันดับ 3 ในอุตสาหกรรม โดยเพิ่มขึ้นจากกองทุนรวมมากที่สุดประมาณ 1.08 แสนล้านบาท หรือ 33% ในขณะที่อุตสาหกรรมโต 16.4%

ในปีนี้มีแผนออกกองทุนใหม่เพิ่ม 10 กองทุน ซึ่งจะมีความหลากหลายมากขึ้นทั้งในและต่างประเทศ จะทำให้ KTAM มีกองทุนที่ครบมากขึ้น ส่งผลให้การจัด Asset allocation ให้กับลูกค้า มีโอกาสในการสร้างผลตอบแทนที่ดีในแต่ละช่วงเวลาของภาวะเศรษฐกิจ และจะมีการพัฒนาช่องทางการจำหน่ายให้สามารถเพิ่มยอดขายได้มากขึ้น โดยในไตรมาสที่ 1 จะเปิดขายกองทุน CLMV และกองทุนจีน

อย่างไรก็ตาม ในปี 59 หุ้นไทยถือว่าปรับตัวขึ้นโดดเด่นเป็นอันดับต้น ๆ ของโลก แต่ในปีนี้แม้จะมองว่าหุ้นไทยยังมีโอกาสขึ้นต่อประมาณ 8% เมื่อเทียบกับดัชนีปิดสิ้นปี 59 แต่จะโดดเด่นน้อยลงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่อื่นที่ก่อนหน้านี้ดัชนีปรับลง เช่น ประเทศจีนและอินเดีย โดยเฉพาะจีนที่ปีนี้ดัชนีมีโอกาสปรับขึ้นแบบโดดเด่นจากราคาหุ้นที่อยู่ในระดับเริ่มถูก บริษัทจดทะเบียนมีอัตรากำไรดีขึ้น และเศรษฐกิจมีแนวโน้มโตดีจากการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับกระแสเงินทุนต่างชาติประเมินว่านักลงทุนต่างประเทศจะยังเข้ามาซื้อสุทธิหุ้นไทย เนื่องจาก กลุ่มประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ยังเป็นกลุ่มที่น่าสนใจเพราะได้รับผลบวกจากราคาน้ำมันที่ฟื้นตัวหนุนให้ราคาสินค้าโภคภัณฑ์ดีขึ้นตาม อีกทั้งประเทศไทยยังมีปัจจัยบวกในประเทศที่สำคัญทำให้เม็ดเงินเข้ามาไหลเวียนในระบบเศรษฐกิจมากขึ้น โดยเฉพาะการลงทุนของภาครัฐที่ตั้งงบประมาณกลางปี 60 วงเงินถึง 1.9 แสนล้านบาท มีส่วนช่วยกระตุ้นผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (จีดีพี) มากถึง 0.5-1% จากปีก่อนหน้าที่เศรษฐกิจไทยได้รับประโยชน์จากการท่องเที่ยว แต่ในปีนี้การท่องเที่ยวจะยังได้รับผลกระทบต่อเนื่องจนถึงครึ่งปีแรกจากประเด็นเรื่องการปราบปรามทัวร์ศูนย์เหรียญ

นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยหนุนจากปัญหาภัยแล้งที่คลี่คลายซึ่งจะทำให้จีดีพีไทยโต 3.5% สูงกว่าปี 59 ที่โต 3.1% ส่วนอัตราดอกเบี้ยนั้น คาดว่าคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) จะยังคงดอกเบี้ยไว้ที่ 1.50% ตลอดทั้งปี และค่าเงินบาทจะอยู่ที่ 35 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ทั้งนี้ มองว่าราคาทองคำในปี 60 มีโอกาสกลับมาฟื้นตัวอีกครั้งมาแตะที่ระดับ 1,300 ดอลลาร์สหรัฐ/ออนซ์ได้ และคาดว่าทั้งปีจะให้ผลตอบแทนที่ 10% โดยปัจจัยหนุนราคาทองมาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐจะแข็งค่าไม่มากนัก เพราะหากแข็งค่าต่อเนื่องจะยิ่งเป็นผลลบต่อการส่งออก ส่วนราคาน้ำมันคาดว่าทั้งปีจะแกว่งตัวในระดับ 45-60 ดอลลาร์สหรัฐ/บาร์เรล

ตราสารหนี้ในประเทศความน่าสนใจจะอยู่ที่ตราสารระยะสั้น ซึ่งสามารถใช้เป็นแหล่งลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงท่ามกลางความผันผวนของตลาด ซึ่งเมื่อครบกำหนดหากอัตราผลตอบแทนปรับตัวเพิ่มขึ้นระดับที่เหมาะสมแล้วก็สามารถกลับไปลงทุนใหม่ที่อัตราผลตอบแทนสูงขึ้น หรืออาจยืดอายุของตราสารที่ลงทุนให้ยาวขึ้นได้ ดังนั้น กองทุนตราสารหนี้ที่น่าสนใจในปีนี้จะเป็นกองทุนตราสารหนี้ระยะสั้นและกองทุนรวมตลาดเงิน เช่น กองทุนเปิดกรุงไทยตราสารหนี้ระยะสั้น พลัส mgwin88

“การลงทุนในตราสารหนี้ยังเน้นลงทุนตราสารที่ได้รับการจัดอันดับมากกว่า BBB ขึ้นไป เราไม่ได้ลงทุนในที่ไม่มีเรตติ้ง จึงไม่กระทบเรา ซึ่งในปีนี้ตราสารระยะสั้นยังเหมาะสำหรับการลงทุนเพื่อลดความเสี่ยงในช่วงที่ตลาดยังมีความผันผวน”นางชวินดา กล่าว

ด้านกองทุนตราสารหนี้ต่างประเทศ แนะนำกองทุนเปิดเคแทม เวิลด์ ไฟแนนเชียล เซอร์วิส ฟันด์ ซึ่งลงทุนในหน่วยลงทุน Fidelity Funds–Global Financial Services Fund เน้นลงทุนในหุ้นของบริษัททั่วโลก